เรียนภาษาจีน

พินอินภาษาจีน คู่มืออ่านออกเสียงฉบับมือใหม่ เริ่มจากศูนย์ก็อ่านได้

รวมพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ในระบบพินอิน พร้อมตารางเทียบเสียงไทย กฎผันเสียงที่มือใหม่พลาดบ่อย และลำดับฝึกอ่านพินอินให้คล่องตั้งแต่สัปดาห์แรก

รู้จักพินอินภาษาจีน

เปิดหนังสือภาษาจีนเล่มแรกแล้วเจอ nǐ hǎo กับขีดเล็ก ๆ เหนือสระ หลายคนงงตั้งแต่หน้าแรกว่าต้องอ่านยังไง ตัวที่หน้าตาเหมือนภาษาอังกฤษพวกนี้คือ “พินอินภาษาจีน” ระบบที่ใช้บอกเสียงของอักษรจีนแต่ละตัว ถ้าอ่านพินอินได้ ก็จะสามารถเปิดพจนานุกรม พิมพ์ภาษาจีนในมือถือ และอ่านออกเสียงคำใหม่ได้เองโดยไม่ต้องรอใครอ่านให้ฟัง

บทความนี้ Learndy เลยไล่ตั้งแต่พยัญชนะ 23 เสียง สระ 36 เสียง วรรณยุกต์ 4 เสียง ไปจนถึงกฎผันเสียงและกฎการเขียนที่คนเริ่มเรียนสับสนบ่อย พร้อมตารางเทียบเสียงไทยให้ฝึกตามได้ทันที หากพร้อมแล้วก็ไปอ่านกันเลย

Key Takeaways

  • พินอินคือระบบเขียนเสียงภาษาจีนกลางด้วยอักษรโรมัน ไม่ใช่ตัวอักษรใหม่ที่ต้องท่องเพิ่ม

  • 1 พยางค์ = พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ ถ้าวรรณยุกต์ผิด ความหมายเปลี่ยนทันที

  • b d ในพินอินออกเสียงใกล้ ป ต ไม่ใช่ บ ด แบบไทย ส่วน g คือเสียง ก จุดนี้คนไทยพลาดกันเยอะ

  • เสียง 3 ต่อเสียง 3 ให้อ่านตัวแรกเป็นเสียง 2 เช่น nǐ hǎo อ่านว่า ní hǎo

  • ฝึกวันละ 15-20 นาทีด้วยคำที่ใช้จริง ได้ผลกว่าท่องตารางรวดเดียวทั้งวัน

พินอินภาษาจีนคืออะไร ทำไมต้องเรียนก่อนเริ่มภาษาจีน

พินอินคืออะไร ตอบสั้น ๆ ได้ว่า พินอินภาษาจีน (拼音 pīnyīn) คือระบบถอดเสียงภาษาจีนกลางด้วยตัวอักษรโรมัน a-z พร้อมเครื่องหมายวรรณยุกต์ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวอักษรจีนแต่ละตัวออกเสียงอย่างไร โดยนำพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์มาประกอบเป็นพยางค์ เช่น 好 อ่านว่า hǎo หมายถึง ดี

ระบบ pinyin จีนนี้มีชื่อเต็มว่า 汉语拼音 (Hànyǔ Pīnyīn) เริ่มใช้ในประเทศจีนตั้งแต่ปี 1958 และได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานสากลจาก ISO ในปี 1982 ปัจจุบันนิยมใช้ทั้งในตำราเรียนภาษาจีน ข้อสอบ HSK รวมถึงการพิมพ์ภาษาจีนบนมือถือและคอมพิวเตอร์

สำหรับผู้เริ่มต้นเรียนภาษาจีน พินอินถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ควรเรียนรู้ก่อนจดจำตัวอักษรภาษาจีน เพราะช่วยให้เข้าใจวิธีออกเสียงและฝึกใช้วรรณยุกต์ได้ถูกต้องตั้งแต่แรก นอกจากนี้ ยังช่วยให้ค้นหาคำศัพท์และพิมพ์ภาษาจีนได้สะดวกขึ้น เช่น การพิมพ์คำว่า hao แล้วเลือกตัวอักษร 好 จากรายการ ทักษะนี้จึงช่วยให้การเรียนและการใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น

องค์ประกอบของพินอิน มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบของพินอิน มีอะไรบ้าง
1 พยางค์ในพินอินจีนประกอบด้วยพยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์

ก่อนจะไปเริ่มฝึกอ่านพินอินภาษาจีน ควรทำความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของแต่ละพยางค์กันก่อน ซึ่งพินอินจีนประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์ โดยทาง Learndy ขอยกตัวอย่างคำว่า 妈 mā (แม่) เพื่อประกอบการอธิบายแบบเข้าใจง่าย ดังนี้

  • พยัญชนะต้น (声母 shēngmǔ) คือเสียงขึ้นต้นพยางค์ ใน mā คือ m มีทั้งหมด 23 เสียงเมื่อนับ y และ w ด้วย

  • สระ (韵母 yùnmǔ) คือเสียงที่ตามหลังพยัญชนะ ใน mā คือ a มี 36 เสียง แบ่งเป็นสระเดี่ยว สระประสม และสระประสมนาสิก

  • วรรณยุกต์ (声调 shēngdiào) คือขีดเหนือสระที่บอกระดับเสียง ใน mā คือขีดแนวนอน ¯ หมายถึงเสียงที่ 1

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกพยางค์จะมีพยัญชนะต้น ตัวอย่างเช่น คำว่า 爱 ài (รัก) ที่ประกอบด้วยสระและวรรณยุกต์เท่านั้น ส่วนเสียงนาสิกท้ายพยางค์ที่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาจีนควรรู้จักมีแค่ -n และ -ng ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการฝึกออกเสียงภาษาจีนให้ถูกต้อง

พยัญชนะพินอิน (Initials) 23 เสียง พร้อมตารางเทียบเสียงไทย

หลายคนสงสัยว่าพยัญชนะจีน มีกี่ตัว โดยทั่วไปแล้วพินอินมีพยัญชนะหลัก 21 เสียง และมักนับรวม y กับ w ที่ทำหน้าที่เหมือนพยัญชนะอีก 2 ตัว รวมเป็นพยัญชนะภาษาจีน 23 ตัว ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มตามตำแหน่งการออกเสียง เช่น ริมฝีปาก ปลายลิ้น และโคนลิ้น เพื่อช่วยให้จดจำและฝึกออกเสียงได้ง่ายขึ้น

ทาง Learndy ขอสรุปตารางเปรียบเทียบพยัญชนะพินอินกับเสียงภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจและนำไปฝึกอ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนี้

พยัญชนะ เสียงไทยใกล้เคียง ตัวอย่างคำ ความหมาย
b ป 爸 bà พ่อ
p พ (มีลมพ่น) 怕 pà กลัว
m ม 妈 mā แม่
f ฟ 饭 fàn ข้าว
d ต 大 dà ใหญ่
t ท (มีลมพ่น) 他 tā เขา
n น 你 nǐ คุณ
l ล 老 lǎo แก่
g ก 哥 gē พี่ชาย
k ค (มีลมพ่น) 看 kàn ดู
h ฮ (ขูดคอเบา ๆ) 好 hǎo ดี
j จ (ลิ้นแตะเพดาน) 家 jiā บ้าน
q ช (มีลมพ่น) 七 qī เจ็ด
x ซ (ฉีกยิ้ม) 学 xué เรียน
zh จ (ม้วนลิ้น) 中 zhōng กลาง
ch ช (ม้วนลิ้น มีลมพ่น) 吃 chī กิน
sh ซ (ม้วนลิ้น) 是 shì ใช่
r ร/ย (ม้วนลิ้น) 人 rén คน
z จ (ลิ้นแตะหลังฟัน) 字 zì ตัวอักษร
c ช (ลิ้นแตะหลังฟัน มีลมพ่น) 菜 cài ผัก อาหาร
s ซ (ลิ้นแตะหลังฟัน) 三 sān สาม
y ย 一 yī หนึ่ง
w ว 我 wǒ ฉัน

ตรงนี้หลายคนพลาด พยัญชนะ b d ไม่ได้ออกเสียง บ ด แบบไทย แต่ใกล้ ป ต มากกว่า (g ก็คือ ก ไม่ใช่ ค) เพราะภาษาจีนแยกเสียงด้วย "มีลมพ่นหรือไม่มี" ไม่ใช่ "ก้องหรือไม่ก้อง" ลองเอากระดาษแผ่นบางวางหน้าปาก ออกเสียง p กระดาษต้องไหว ออกเสียง b กระดาษต้องนิ่ง

อีกจุดที่ฟังแล้วรู้ทันทีว่าเป็นคนเพิ่งเริ่ม คือการแยก zh ch sh ออกจาก z c s ไม่ได้ กลุ่มแรกต้องม้วนปลายลิ้นขึ้นไปแตะเพดาน กลุ่มหลังให้ปลายลิ้นแตะหลังฟันหน้า ถ้าฝึกตั้งแต่แรก จะไม่ต้องมาแก้ตอนเรียนระดับกลาง ใครอยากให้ติวเตอร์ช่วยฟังและแก้ตำแหน่งลิ้นทีละเสียง คอร์ส เจาะลึกพื้นฐานพินอิน เป็นคลาสเรียนสดที่ปูเรื่องนี้ตั้งแต่ศูนย์

สระพินอิน (Finals) มีกี่แบบ พร้อมตารางออกเสียงแบบเข้าใจง่าย

สระภาษาจีน (สระจีน) มีทั้งหมด 36 เสียง แบ่งตามโครงสร้างได้ 3 กลุ่ม เมื่อเข้าใจกลุ่มแรกแล้ว สองกลุ่มที่เหลือคือการเอาสระเดี่ยวมาต่อกัน หรือเติม -n กับ -ng ต่อท้ายเท่านั้น

สระเดี่ยว 7 เสียง

สระเดี่ยวคือฐานของสระในภาษาจีนทั้งหมด เป็นจุดที่ควรฝึกออกเสียงให้แม่นก่อนจะทำให้กลุ่มอื่นง่ายขึ้นมาก

สระ เสียงไทยใกล้เคียง ตัวอย่างคำ
a อา 妈 mā แม่
o ออ (ห่อปากกลม) 波 bō คลื่น
e เออ (ปากไม่ห่อ) 饿 è หิว
i อี 一 yī หนึ่ง
u อู 五 wǔ ห้า
ü อวี (ห่อปากแล้วออกเสียงอี) 鱼 yú ปลา
er เออร์ (ม้วนลิ้น) 二 èr สอง

เสียงที่คนไทยต้องฝึกเพิ่มคือ ü วิธีง่าย ๆ คือออกเสียง "อี" ค้างไว้ แล้วค่อย ๆ ห่อปากกลมเหมือนจะเป่านกหวีดโดยไม่ขยับลิ้น เสียงที่ได้คือ ü ส่วน e ไม่ใช่ "เอ" แต่เป็นเสียงกลางระหว่าง "เออ" กับ "อือ"

สระประสม 13 เสียง

สระประสมเกิดจากสระเดี่ยว 2-3 ตัวมาต่อกัน อ่านให้ลื่นเป็นเสียงเดียว ไม่ต้องหยุดระหว่างตัว

สระ เสียงไทยใกล้เคียง ตัวอย่างคำ
ai ไอ 爱 ài รัก
ei เอย 北 běi เหนือ
ao เอา 好 hǎo ดี
ou โอว 狗 gǒu หมา
ia เอีย (อี+อา) 家 jiā บ้าน
ie เอีย (อี+เอ) 谢 xiè ขอบคุณ
iao เอียว 小 xiǎo เล็ก
iou (iu) อิว 六 liù หก
ua อวา 花 huā ดอกไม้
uo อวอ 多 duō มาก
uai อวาย 快 kuài เร็ว
uei (ui) อุย (อู+เอย) 对 duì ถูกต้อง
üe เอวีย 学 xué เรียน

สระประสมนาสิก 16 เสียง

กลุ่มนี้คือสระที่ลงท้ายด้วย -n หรือ -ng เทียบได้กับตัวสะกดแม่กนและแม่กงในภาษาไทย หลักจำคือ -n ปลายลิ้นแตะหลังฟันบน ส่วน -ng โคนลิ้นยกขึ้นปิดลำคอ เสียงก้องในจมูก

สระ เสียงไทยใกล้เคียง ตัวอย่างคำ
an อาน 饭 fàn ข้าว
en เอิน 人 rén คน
ang อาง 忙 máng ยุ่ง
eng เอิง 冷 lěng หนาว
ong อง 中 zhōng กลาง
ian เอียน 天 tiān ฟ้า วัน
in อิน 心 xīn หัวใจ
iang เอียง 想 xiǎng คิดถึง
ing อิง 听 tīng ฟัง
iong อีอง 熊 xióng หมี
uan อวาน 晚 wǎn ค่ำ
uen (un) อุน 春 chūn ฤดูใบไม้ผลิ
uang อวาง 黄 huáng สีเหลือง
ueng เวิง 翁 wēng ชายชรา
üan เอวียน 远 yuǎn ไกล
ün อวิน 云 yún เมฆ

ข้อสังเกตจากห้องเรียนจริง สระในภาษาจีนที่คนไทยอ่านผิดบ่อยคือ ian เพราะเห็นตัว a แล้วอ่านตามตัวเป็น "อี-อาน" ที่จริงเสียง a ในคำนี้ถูกดึงเข้าใกล้ "เอ" ฟังเป็น "เอียน" อย่าง 天 tiān อ่านใกล้ "เทียน" ไม่ใช่ "เที-ยาน" ลองฟังเสียงเจ้าของภาษาเทียบดู จะได้ยินชัดเลย

วรรณยุกต์พินอิน 4 เสียงหลัก ออกเสียงต่างกันอย่างไร

วรรณยุกต์พินอินภาษาจีน 4 เสียง ผันคำว่า ma
ระดับเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 4 เสียงในพินอินภาษาจีน

ภาษาจีนกลางเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทย ข้อดีคือคนไทยได้เปรียบตรงนี้มาก วิธีที่เห็นความต่างชัดคือผันพยางค์เดียวกันทั้ง 4 เสียง ลองดูคำว่า ma

เสียง เครื่องหมาย ตัวอย่าง ความหมาย เทียบเสียงไทย
1 ¯ 妈 mā แม่ สามัญ (ระดับสูง)
2 ´ 麻 má ป่าน, ชา (อาการเหน็บชา) จัตวา
3 ˇ 马 mǎ ม้า เอก
4 ˋ 骂 mà ด่า โท
เบา ไม่มี 吗 ma คำลงท้ายคำถาม สั้นและเบา

ประโยค 妈妈骂马吗 māma mà mǎ ma (แม่ด่าม้าเหรอ) เป็นแบบฝึกคลาสสิกที่ใช้พยางค์ ma ทั้งประโยค ต่างกันแค่วรรณยุกต์ ถ้าอ่านได้ถูกครบทุกพยางค์ ถือว่าแยกเสียงวรรณยุกต์ภาษาจีนได้แล้ว

เสียงที่ 1 คล้ายเสียงสามัญ

เสียงที่ 1 เป็นเสียงระดับสูงและลากเรียบ ไม่ขึ้นไม่ลง คล้ายเสียงสามัญของไทยแต่ยกระดับให้สูงกว่าปกติ เหมือนเวลาร้องโน้ตค้างไว้ คำที่ใช้บ่อย เช่น 他 tā (เขา) 喝 hē (ดื่ม) 书 shū (หนังสือ)

เสียงที่ 2 คล้ายเสียงจัตวา

เสียงที่ 2 เริ่มจากระดับกลางแล้วไต่ขึ้นสูง ใกล้กับเสียงจัตวาในภาษาไทย หรือน้ำเสียงตอนถามว่า "หือ" เวลาไม่ได้ยิน ตัวอย่าง 来 lái (มา) 茶 chá (ชา) 学 xué (เรียน)

เสียงที่ 3 คล้ายเสียงเอก

ตำราอธิบายว่าเสียงที่ 3 ลงต่ำแล้วตวัดขึ้น แต่ในการพูดจริง เจ้าของภาษามักออกแค่ช่วงต่ำ ๆ ที่กดลงไป เรียกว่า "เสียง 3 ครึ่งเสียง" ซึ่งใกล้กับเสียงเอกของไทย ออกเสียงตวัดขึ้นเต็มรูปแบบเฉพาะตอนอยู่ท้ายประโยคหรือพูดคำเดี่ยว ตัวอย่าง 我 wǒ (ฉัน) 好 hǎo (ดี) 水 shuǐ (น้ำ)

เสียงที่ 4 คล้ายเสียงโท

เสียงที่ 4 เริ่มสูงแล้วตกลงเร็ว สั้นและหนักแน่น คล้ายเสียงโทของไทยหรือเวลาพูดว่า "ไม่!" แบบเด็ดขาด ตัวอย่าง 是 shì (ใช่) 去 qù (ไป) 谢 xiè (ขอบคุณ)

นอกจาก 4 เสียงหลักแล้ว ยังมีเสียงเบา (轻声 qīngshēng) ที่ไม่เขียนเครื่องหมาย อ่านสั้นและเบาตามเสียงข้างหน้า มักเจอในคำซ้ำอย่าง 妈妈 māma และคำลงท้ายอย่าง 吗 ma 呢 ne ในการพิมพ์หรือจดโน้ต บางคนใช้ตัวเลขแทนเครื่องหมาย (เรียกกันว่าพินอินแบบตัวเลข) เช่น ma1 ma2 ma3 ma4 ซึ่งสะดวกเวลาพิมพ์บนคอมพิวเตอร์

กฎการผันเสียงวรรณยุกต์ (Tone Sandhi) ที่คนเริ่มเรียนมักทำผิดพลาด มีอะไรบ้าง

เมื่อคำภาษาจีนหลายพยางค์อยู่ติดกัน เสียงวรรณยุกต์บางคำอาจเปลี่ยนไปเพื่อให้ออกเสียงได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น เรียกว่า การผันเสียงวรรณยุกต์ (Tone Sandhi) ซึ่งมีกฎพื้นฐานที่ควรรู้ ดังนี้

  • เสียง 3 + เสียง 3 ตัวแรกเปลี่ยนเป็นเสียง 2 เช่น 你好 nǐ hǎo อ่านว่า ní hǎo · 很好 hěn hǎo อ่านว่า hén hǎo · 水果 shuǐguǒ อ่านว่า shuíguǒ แต่ตอนเขียนยังคงเครื่องหมายเสียง 3 ไว้เหมือนเดิม

  • 不 bù ก่อนเสียง 4 เปลี่ยนเป็น bú เช่น 不是 bú shì (ไม่ใช่) 不要 bú yào (ไม่เอา) ถ้าตามด้วยเสียงอื่นยังอ่าน bù ตามปกติ เช่น 不好 bù hǎo

  • 一 yī ก่อนเสียง 4 เปลี่ยนเป็น yí เช่น 一个 yí ge 一样 yíyàng (เหมือนกัน)

  • 一 yī ก่อนเสียง 1, 2, 3 เปลี่ยนเป็น yì เช่น 一天 yì tiān 一年 yì nián 一起 yìqǐ

  • 一 ที่ใช้นับเลขหรือบอกลำดับ ยังอ่าน yī เช่น 第一 dì yī (ที่หนึ่ง) หรืออยู่ท้ายคำ เช่น 统一 tǒngyī (รวมเป็นหนึ่ง)

แม้กฎเหล่านี้จะดูมีรายละเอียดหลายข้อ แต่เมื่อได้ฝึกฟังและพูดคำที่ใช้บ่อย เช่น 你好 (nǐ hǎo) ก็จะเริ่มคุ้นเคยกับการเปลี่ยนเสียง และพูดภาษาจีนได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

กฎการเขียนพินอินที่มักสับสน

กฎการเขียนพินอินที่มักสับสน
กฎการเขียนและย่อรูปตัวพินอินที่ควรรู้

นอกจากการออกเสียงแล้ว การเขียนตัวพินอินก็มีกฎที่ควรรู้ เพราะสระบางตัวอาจเปลี่ยนรูปเมื่ออยู่กับพยัญชนะต่างกัน รวมถึงตำแหน่งการวางเครื่องหมายวรรณยุกต์ ซึ่งมีหลักการสำคัญ ดังนี้

  • ü ตัดจุดออกหลัง j q x y เช่น 去 qù 学 xué 鱼 yú ทั้งที่เสียงจริงคือ ü เพราะ j q x ไม่มีทางตามด้วย u ธรรมดาอยู่แล้ว แต่หลัง n และ l ต้องคงจุดไว้ เพราะ nu กับ nü เป็นคนละคำ เช่น 女 nǚ (ผู้หญิง) กับ 怒 nù (โกรธ)

  • สระย่อรูปเมื่อมีพยัญชนะนำ iou เขียนเป็น iu (六 liù) · uei เขียนเป็น ui (对 duì) · uen เขียนเป็น un (春 chūn) แต่เวลาออกเสียงยังมีเสียงกลางแฝงอยู่ ลองฟัง 六 liù ช้า ๆ จะได้ยินเสียง "โอ" แฝงอยู่กลางคำ ฟังคล้าย "ลีโอ่ว" มากกว่า "ลิ่ว" สั้น ๆ

  • ไม่มีพยัญชนะต้นให้เติม y หรือ w i → yi, in → yin, ing → ying, ia → ya · u → wu, ua → wa, uo → wo · ü → yu, üe → yue, üan → yuan, ün → yun

  • ตำแหน่งวางวรรณยุกต์ วางบนสระตามลำดับ a > o > e > i u ü ถ้ามี a ให้วางบน a ก่อน เช่น hǎo ถ้าเป็น iu หรือ ui ให้วางบนตัวหลัง เช่น liù duì

  • จุดบน i หายเมื่อใส่วรรณยุกต์ เช่น nǐ ไม่ต้องเขียนจุดซ้อนกับเครื่องหมาย

  • เครื่องหมาย ' คั่นพยางค์ ใช้เมื่อพยางค์หลังขึ้นต้นด้วย a o e แล้วอาจอ่านสับสน เช่น 西安 Xī'ān (ซีอาน) ถ้าไม่มี ' จะอ่านเป็น xian พยางค์เดียว

สำหรับผู้เริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องจำกฎทั้งหมดให้ได้ทันที แนะนำให้ฝึกอ่านและเขียนคำศัพท์ที่ใช้บ่อย พร้อมกลับมาทบทวนกฎเมื่อพบคำที่ไม่คุ้นเคย จะช่วยให้จดจำรูปแบบการเขียนพินอินได้ง่ายขึ้น

วิธีฝึกอ่านพินอินให้คล่องเร็วขึ้น มีเทคนิคอย่างไร

วิธีฝึกอ่านพินอินภาษาจีนให้คล่อง
ฝึกอ่านพินอินทุกวันด้วยคำที่ใช้จริง

การจำพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ได้ครบ ไม่ได้หมายความว่าจะอ่านพินอินได้คล่องทันที เพราะยังต้องอาศัยการฝึกฟังและออกเสียงอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้เริ่มต้นสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปฝึกได้ด้วยตัวเอง

  1. จำพยัญชนะและสระเดี่ยวก่อน ใช้เวลา 2-3 วันแรกกับพยัญชนะ 23 ตัวและสระเดี่ยว 7 ตัว ยังไม่ต้องสนใจวรรณยุกต์

  2. ฝึกวรรณยุกต์ให้ครบ 4 เสียง เริ่มจากผัน ma ba da ครบ 4 เสียง จากนั้นฝึกคำสองพยางค์ที่ผสมเสียงต่างกัน เช่น 老师 lǎoshī 中国 Zhōngguó ซึ่งยากกว่าคำเดี่ยวมาก

  3. เริ่มจากคำที่ได้ใช้จริง ตัวเลข 1-10 (yī èr sān sì wǔ liù qī bā jiǔ shí) คำทักทาย 你好 nǐ hǎo 谢谢 xièxie 再见 zàijiàn และแนะนำชื่อตัวเอง 我叫 wǒ jiào คำพวกนี้ใช้ซ้ำทุกวัน จึงจำติดเร็ว

  4. ฝึกคู่เสียงที่คล้ายกัน เช่น zh/z, q/ch, b/p, in/ing อ่านสลับไปมาจนแยกได้ทั้งตอนพูดและตอนฟัง

  5. พูดตามเสียงจริง (shadowing) เปิดเสียงเจ้าของภาษา แล้วพูดตามทันทีห่างกันไม่เกินครึ่งวินาที อัดเสียงตัวเองแล้วฟังเทียบ จะได้ยินจุดที่เพี้ยนชัดกว่าที่คิด

  6. เปิดแป้นพิมพ์พินอินในมือถือ ลองพิมพ์ทุกคำที่เพิ่งเรียน ถ้าพิมพ์แล้วไม่เจอตัวอักษรจีนที่ต้องการ แปลว่าสะกดผิด เป็นการตรวจตัวเองที่ได้ผลทันที

  7. เลิกใช้คำอ่านภาษาไทยให้เร็ว ตารางเทียบเสียงไทยมีไว้เป็นจุดเริ่ม แต่ถ้าพึ่งนานเกินไป จะติดเสียงไทยที่ไม่ตรงกับเสียงจีนจริง

แต่การฝึกออกเสียงด้วยตัวเองอาจทำให้สังเกตข้อผิดพลาดได้ยาก โดยเฉพาะเสียงม้วนลิ้นและวรรณยุกต์ การเรียนสดกับติวเตอร์จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ได้รับคำแนะนำและปรับการออกเสียงได้ตรงจุด

สำหรับใครที่อยากเริ่มเรียนภาษาจีนอย่างเป็นระบบ Learndy มีคอร์ส เจาะลึกพื้นฐานพินอิน ที่ช่วยปูพื้นฐานการออกเสียงตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงคอร์ส พื้นฐานพินอินและการเขียนพื้นฐาน 1 สำหรับฝึกอ่านพินอินควบคู่กับการเขียนตัวอักษรจีนเบื้องต้น และสามารถเรียนต่อในคอร์ส พื้นฐานพินอินและการเขียนพื้นฐาน 2 เพื่อพัฒนาทักษะให้คล่องขึ้น

เพราะการเรียนภาษาจีนให้ได้ผลไม่จำเป็นต้องรีบจำทุกอย่างในครั้งเดียว แต่ควรเริ่มจากพื้นฐานที่ถูกต้อง แล้วค่อย ๆ ฝึกฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุ้นเคยกับพินอินมากขึ้น การเรียนรู้คำศัพท์และบทสนทนาภาษาจีนในระดับต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

พินอินภาษาจีน ด่านแรกก่อนเรียนจีนจริงจังกับ Learndy

ก่อนจะเริ่มอ่าน เขียน หรือสื่อสารภาษาจีนได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือการปูพื้นฐานพินอินให้เข้าใจก่อน เพราะพินอินเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รู้จักเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ของภาษาจีน หากฝึกออกเสียงอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก ก็จะช่วยให้จดจำคำศัพท์ ฝึกบทสนทนา และต่อยอดไปสู่การเรียนภาษาจีนระดับที่สูงขึ้น รวมถึงการเตรียมสอบ HSK ได้ง่ายขึ้น

สำหรับใครที่อยากก้าวผ่านด่านแรกของการเรียนภาษาจีน แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องการออกเสียงหรือไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน การเรียนสดกับติวเตอร์ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ที่ Learndy เรามีคอร์สเรียนภาษาจีนตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ทั้งการอ่านพินอิน การฝึกออกเสียง และการเขียนตัวอักษรจีน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสอบถามและฝึกฝนกับติวเตอร์ได้โดยตรง เพื่อช่วยเสริมความเข้าใจในจุดที่ยังไม่แม่นให้เก่งยิ่งขึ้น

✅ ทุกคอร์สพินอินที่แนะนำในบทความนี้เป็นคลาสเรียนสด ถามติวเตอร์ได้ทันทีเมื่อออกเสียงไม่มั่นใจ ไม่ต้องนั่งเดาเองจากคลิปอัด

👉 ดูคอร์สทั้งหมดและเลือกเวลาเรียนที่สะดวกได้ที่ คอร์สเรียนสดบน Learndy หรือติดต่อทีม Learndy ได้โดยตรง ช่องทางอื่นที่สอบถามได้ ได้แก่ LINE OA: @Learndy, Facebook และ Instagram: learndy.official, TikTok: learndy.offical และ YouTube: Learndy.Official

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพินอินภาษาจีน

ไม่รู้พินอินเลย เริ่มเรียนภาษาจีนได้ไหม

ได้ และควรเริ่มจากพินอินเป็นอย่างแรก เพราะพินอินคือพื้นฐานการออกเสียงที่ทำให้อ่านและพูดได้ถูกตั้งแต่ต้น ก่อนไปเรียนตัวอักษรจีนหรือไวยากรณ์ที่ซับซ้อนขึ้น

พินอินกับพยัญชนะไทยออกเสียงเหมือนกันหรือไม่

ไม่เหมือนกันทั้งหมด หลายเสียงใกล้เคียงกัน เช่น m ม, l ล แต่บางเสียงต่างชัด เช่น b ใกล้ ป ไม่ใช่ บ และเสียงม้วนลิ้น zh ch sh r ไม่มีในภาษาไทย ใช้ตารางเทียบเสียงไทยเป็นจุดเริ่ม แล้วฝึกฟังเสียงจริงควบคู่

เรียนพินอินให้คล่องต้องใช้เวลานานแค่ไหน

ถ้าฝึกทุกวันวันละ 15-20 นาที ส่วนใหญ่อ่านพินอินพื้นฐานได้ภายในราว 2–4 สัปดาห์ ส่วนการออกเสียงวรรณยุกต์ให้เป็นธรรมชาติจะค่อย ๆ ดีขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนตามการใช้งานจริง

พินอินกับภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

พินอินถูกออกแบบมาเพื่อบันทึกเสียงภาษาจีนกลาง (ผู่ทงฮว่า) โดยเฉพาะ จึงใช้อ่านภาษาจีนถิ่นอย่างกวางตุ้งหรือแต้จิ๋วไม่ได้ ถ้าเป้าหมายคือภาษาจีนมาตรฐานที่ใช้ในการเรียน การสอบ HSK และการทำงาน พินอินคือระบบที่ต้องรู้

บทความที่เกี่ยวข้อง

แชทจีพีที

ChatGPT คือ ผู้ช่วย AI ที่คุยด้วยภาษาคน รวมทุกเรื่องที่มือใหม่ต้องรู้ก่อนเริ่มใช้

เข้าใจ ChatGPT ในบทความเดียว ตั้งแต่ใครสร้าง ทำงานยังไง สมัครยังไง ตัวอย่าง Prompt ที่ใช้ได้จริง 5 เทคนิคฉบับมือโปร และราคาแต่ละแพ็กเกจล่าสุด

เตรียมสอบ TCAS / A-Level

เตรียมตัวสอบ A-Level ยังไงให้ทันมีนาคม 2570 ฉบับวางแผนครบสำหรับ DEK70

สรุปการเตรียมตัวสอบ A-Level 70 ให้ทันสนามมีนาคม 2570 ทั้งวันสอบ วันสมัคร การเลือกวิชาให้ตรงคณะ แผนอ่านหนังสือ 5 เดือน และเทคนิคใช้ข้อสอบเก่าให้คุ้ม

เตรียมสอบ TGAT

TGAT ภาษาอังกฤษ คืออะไร สรุปโครงสร้างข้อสอบและเทคนิคทำคะแนนให้ดีที่น้อง ๆ ต้องรู้

สรุป TGAT1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ 60 ข้อ 60 นาที แยกพาร์ต Speaking กับ Reading พร้อมตัวอย่างโจทย์มีเฉลย คะแนนเฉลี่ยจริง และแผนเตรียมตัวก่อนสอบ TCAS70